บทที่ 12 ฉันอยากให้นายสืบประวัติพิชญาให้ละเอียด
อชิระหัวเราะในลำคอ
“ดีครับ ผมก็อยากลองปฏิกิริยาตามธรรมชาติของเมียผมซะด้วย”
เขามองเธออย่างคนยังไม่คิดยอมแพ้
หญิงสาวถลึงตา “คนโรคจิต!”
“ปากเก่งอีกแล้ว”
“ก็เพราะคุณสมควรโดน!”
พิชญาหมุนตัวขึ้นบันไดทันที แต่เมื่อเดินไปได้ครึ่งทาง เสียงอชิระก็ดังตามหลังมา “คืนนี้ล็อกประตูให้ดีนะคุณภรรยา”
เธอหันกลับมามอง “ทำไม กลัวตัวเองควบคุมท่อนล่างไม่ได้หรือคะ”
คำถามประชดนั้นกลับทำให้ชายหนุ่มยิ้มช้า ๆ
“เธอ!”
เขาเว้นจังหวะ แล้วตอบเสียงเรียบ
“กลัวคุณเปลี่ยนใจเดินมาหาผมเองมากกว่า”
“ฝันไปเถอะ!” พิชญารีบเดินขึ้นชั้นบนโดยไม่ยอมหันกลับมาอีก จนเข้าห้องแล้วปิดประตูจึงยกมือแตะริมฝีปากตัวเอง ใบหน้าร้อนวูบขึ้นมาอีกครั้ง
“คนบ้า…” เธอเกลียดความหยิ่งของเขา เกลียดคำพูดร้าย ๆ เกลียดสายตาที่เหมือนมองทุกอย่างออกหมด แต่ที่น่าโมโหยิ่งกว่านั้นคือ เธอกลับไม่สามารถเกลียดจูบเมื่อครู่ได้เลย
ขณะเดียวกัน อชิระยังยืนอยู่ชั้นล่าง มองไปทางบันไดที่ว่างเปล่า สีหน้าซึ่งเคยเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองกลับมีรอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพียงครู่เดียวเขาก็รู้สึกตัวและหุบยิ้มลงทันที ผู้หญิงคนนั้นเป็นลูกสาวของพิชิตเมธ เป็นคนที่เขาควรเกลียด เป็นเพียงภรรยาตามสัญญาที่อีกสามปีก็จะเดินออกจากชีวิตเขา อชิระย้ำกับตัวเองเช่นนั้น
แต่คืนนี้เป็นครั้งแรกที่เขาเริ่มสงสัยว่า เมื่อถึงวันนั้นจริง ๆ เขาจะยอมให้พิชญาเดินออกไปง่าย ๆ อย่างที่เคยคิดหรือไม่
คืนนั้นหลังพิชญาขึ้นห้องไปแล้ว อชิระไม่ได้ตามขึ้นไปอย่างที่พูดขู่ เขากลับเดินเข้าไปในห้องทำงานชั้นล่าง เทเหล้าลงแก้วเพียงเล็กน้อยแล้วนั่งอยู่หลังโต๊ะตามลำพัง ความเงียบของบ้านทำให้ประโยคที่หญิงสาวพูดไว้ก่อนหน้าวนกลับมาในหัวซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งเรื่องหุ้นยี่สิบเปอร์เซ็นต์ เรื่องการแต่งงานสามปี และท่าทีที่เหมือนพร้อมจะเดินจากเขาไปทันทีที่หมดสัญญา ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดโทรออกหาคนที่คุ้นเคยที่สุด ปลายสายรับหลังเสียงเรียกเพียงสองครั้ง
“ดึกขนาดนี้ ถ้าจะชวนดื่มฉันไม่ไปนะ” เสียงศรุตภัทรดังมาตามสายอย่างอารมณ์ดี
“พรุ่งนี้มาหาฉันแต่เช้า”
“เรื่องอะไร”
อชิระนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “ฉันอยากให้นายสืบประวัติพิชญาให้ละเอียด”
ปลายสายเงียบลงทันที “สืบเมียตัวเอง?”
คำว่าเมียทำให้คิ้วของอชิระกระตุกอย่างไม่ชอบใจ “อย่าเรียกแบบนั้น”
“เมื่อเช้ายังเห็นนั่งรถมาด้วยกันอยู่เลย”
“ศรุต!”
“เออ ๆ ว่ามา จะเอาแค่ไหน”
อชิระหมุนแก้วเหล้าในมือ สายตาจับอยู่ที่ของเหลวสีอำพัน “ตั้งแต่ไปเรียนเมืองนอก ชีวิตส่วนตัว คนที่คบ เพื่อนสนิท ความสัมพันธ์กับครอบครัว รายรับรายจ่ายหลังกลับไทย รวมถึงเรื่องบริษัทของพ่อเธอ ฉันอยากรู้ทั้งหมด”
ศรุตภัทรถอนหายใจผ่านโทรศัพท์ “นายกำลังหาอะไรอยู่กันแน่”
“ความจริง” “หรือกำลังหาเหตุผลมาสนับสนุนว่าตัวเองเกลียดเขาถูกแล้ว” คำถามนั้นทำให้อชิระนิ่งไปเล็กน้อย
ศรุตรู้จักเขามานานพอจะจับความเงียบแบบนี้ได้ “อชิระ ฉันถามจริง นายคิดว่าพิชญาเข้ามาหานายเพราะเงินอย่างเดียวใช่ไหม”
“ก็เห็นอยู่”
“เห็นจากอะไร”
“พ่อเพิ่งตาย บริษัทเป็นหนี้ แม่ป่วย พอรู้ว่าตัวเองจะได้ทรัพย์สินถ้าแต่งกับฉัน เธอก็กลับมาคุยเรื่องแต่งงาน”
“นายเองก็แต่งเพราะหุ้น”
อชิระขบกราม “ฉันไม่ได้บอกว่าฉันดีกว่าเธอ”
“แต่นายทำเหมือนตัวเองมีสิทธิ์ดูถูกเขาเลย”
ประโยคนั้นทำให้อารมณ์ที่สงบอยู่เริ่มขุ่นขึ้น “ฉันโทรมาให้นายทำงาน ไม่ได้โทรมาฟังเทศน์”
ศรุตหัวเราะเบา ๆ “ได้ พรุ่งนี้ฉันจะเริ่มให้ แต่ฉันบอกไว้ก่อน ถ้าผลออกมาไม่เหมือนที่นายอยากเห็น อย่ามาโทษฉัน”
“ฉันไม่สนว่าผลจะเป็นแบบไหน”
“แน่ใจนะ” อชิระไม่ตอบ ก่อนกดตัดสายไปเสียเอง
เช้าวันต่อมา พิชญายังคงลงมารับประทานอาหารตามเวลาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อคืน หญิงสาวแต่งตัวเรียบร้อย เตรียมพร้อมไปทำงาน และตลอดมื้อเช้าก็แทบไม่มองหน้าเจ้าของบ้านแม้แต่น้อย
อชิระเป็นฝ่ายทนความเงียบไม่ไหว “เมื่อคืนหลับดีไหม”
พิชญาตักผลไม้เข้าปากอย่างใจเย็น “ดีมากค่ะ ล็อกประตูเรียบร้อยตามคำแนะนำของคุณด้วย”
ชายหนุ่มหรี่ตา “กลัวผมหรือ?”
“เปล่าค่ะ กลัวหมาแมวจะย่องเข้ามาต่างหาก”
อชิระแค่นหัวเราะ “ผมไม่ใช่สัตว์”
มือที่ถือส้อมชะงักไปนิดหนึ่ง แต่พิชญากลับยิ้มหวาน “อ้อ ไม่รู้สิคะ”
“เรื่องไม่สำคัญนี่คะ จะจำทำไม” เธอพูดจบก็ลุกจากโต๊ะ หยิบกระเป๋าแล้วเดินออกไปรอรถด้านนอก ทิ้งให้อชิระนั่งมองตามด้วยสีหน้ามืดครึ้มกว่าเดิม
ผู้หญิงคนนี้ช่างรู้วิธีทำให้เขาเสียอารมณ์ตั้งแต่เช้าเสียจริง
หลายวันต่อมา ศรุตภัทรเดินเข้าห้องทำงานพร้อมแฟ้มบาง ๆ หนึ่งชุด อชิระเหลือบมองก่อนถามทันที “ได้อะไรบ้าง”
“เยอะพอสมควร แต่ไม่เยอะอย่างที่นายคาด”
เขาโยนแฟ้มลงตรงหน้าเพื่อน อชิระเปิดอ่านหน้าแรก ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นเรื่องทั่วไป พิชญาไปเรียนต่ออังกฤษตามเส้นทางที่ครอบครัววางไว้ ผลการเรียนดี เข้าร่วมกิจกรรมมหาวิทยาลัย เคยฝึกงานกับบริษัทด้านการตลาดระหว่างประเทศ และไม่มีประวัติเสียหายอย่างที่เขาเคยคิด
“เรื่องผู้ชายล่ะ”
ศรุตมองหน้าเพื่อนก่อนยิ้มมุมปาก “สนใจเรื่องนั้นที่สุดว่างั้น?”
“ฉันถามตามรายการ”
“เท่าที่เช็ก ไม่มีแฟนจริงจัง ไม่มีประวัติคบซ้อน ไม่มีข่าวเสียหาย เพื่อนผู้ชายก็มีตามปกติ คนที่สนิทที่สุดในไทยคือภูริณัฐ ลูกชายเพื่อนครอบครัว โตมาด้วยกัน แต่ข้อมูลที่ได้ยังไม่เห็นว่าเป็นคนรัก”
อชิระปิดแฟ้มดังปึก “ยังไม่เห็น ไม่ได้แปลว่าไม่มี”
ศรุตถอนใจ “ฉันว่าแกนี่อาการหนักนะ”
“บริษัทศิขรเมธินล่ะ”
สีหน้าของศรุตภัทรเปลี่ยนเป็นจริงจัง “ส่วนนี้ต่างหากที่น่าสนใจ ก่อนคุณพิชิตเมธเสีย บริษัทมีปัญหาสภาพคล่องจริง แต่หนี้บางก้อนเพิ่งเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนก่อนเขาเสียชีวิต มีการกู้เพิ่มหลายรายการ เงินจำนวนหนึ่งถูกโยกออกไปในโครงการที่ตอนนี้หาหลักฐานปลายทางไม่ครบ”
อชิระขมวดคิ้ว “หมายความว่าไง”
